
ไทยจับมือ JBIC ดึงทุนญี่ปุ่นเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หนุน SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน
สรุปประเด็น
-
รัฐบาลไทยหารือ JBIC ขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและเทคโนโลยี เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
-
ต่อยอดความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม AZEC-SAVE และเครื่องมือทางการเงิน POWERR Asia FAST Window เพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงาน
-
มุ่งสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีสะอาดเพื่อช่วยลดต้นทุนและยกระดับการแข่งขัน
-
ไทยและอาเซียนร่วมหารือกับ IMF มุ่งเตรียมความพร้อมแรงงานและธุรกิจในการรับมือผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต
“เอกนิติ” หารือธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ขยายการลงทุน เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และกลไกการเงินเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ พร้อมผลักดันเมืองสีเขียวและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทย
ประเทศไทยเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น โดยมุ่งใช้เงินลงทุน เทคโนโลยี และเครื่องมือทางการเงินเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ซึ่งเป็นทั้งโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับ คาซึฮิโกะ อามาคาวะ ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) ระหว่างการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569
การหารือมุ่งส่งเสริมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและกลไกทางการเงินของญี่ปุ่นมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนผู้ประกอบการไทย และเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ขยายความร่วมมือ AZEC-SAVE หนุนภาคธุรกิจลดการใช้พลังงาน
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือคือการต่อยอดความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม AZEC-Smart and Advanced Value-chain for Environment (AZEC-SAVE) ซึ่งสนับสนุนการลงทุนด้านการอนุรักษ์พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจของไทย
แพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2568 โดยสำนักงานผู้แทน JBIC ประจำกรุงเทพฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่น เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับความช่วยเหลือหลายด้าน ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การจับคู่ทางธุรกิจ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ความร่วมมือในลักษณะนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจไทยที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรและระบบการผลิตให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องบริหารต้นทุนพลังงานควบคู่กับการเตรียมพร้อมรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น
นอกจากการลดการใช้พลังงานแล้ว การเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมยังช่วยให้ผู้ประกอบการมีโอกาสปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว
เปิดทางเลือกทางการเงินผ่าน POWERR Asia FAST Window
อีกประเด็นที่มีการหารือคือการใช้เครื่องมือทางการเงินของญี่ปุ่น โดยเฉพาะ POWERR Asia FAST Window ซึ่ง JBIC เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงโครงการพลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
การเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนเข้ากับโครงการลงทุนด้านพลังงานมีความสำคัญ เพราะการปรับเปลี่ยนระบบผลิต อาคาร และโครงสร้างพื้นฐานมักต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้า ขณะที่ผลประหยัดจากการลดต้นทุนพลังงานจะทยอยเกิดขึ้นตามระยะเวลาการใช้งาน
หากภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมได้มากขึ้น ก็อาจช่วยลดข้อจำกัดในการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ และเพิ่มโอกาสให้โครงการประหยัดพลังงานที่มีความคุ้มค่าทางธุรกิจเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการให้เงินทุน ต้นทุนทางการเงิน ความพร้อมของโครงการ และความสามารถของผู้ประกอบการในการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงการมีเครื่องมือทางการเงินรองรับเท่านั้น
SME ไทยมีโอกาสเข้าถึงทุนญี่ปุ่น ยกระดับการแข่งขันระยะยาว
การหารือระหว่างไทยกับ JBIC ยังให้ความสำคัญกับแนวทางช่วยให้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินและภาคเอกชนญี่ปุ่นได้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน
สำหรับ SME ต้นทุนพลังงานและเงินลงทุนเริ่มต้นอาจเป็นข้อจำกัดสำคัญในการปรับปรุงเครื่องจักรหรือเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น การมีช่องทางเงินทุนเพิ่มเติมจึงอาจช่วยให้ธุรกิจวางแผนการลงทุนได้ยืดหยุ่นขึ้น
ในเชิงกลยุทธ์ ความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นสามารถต่อยอดได้ในหลายด้าน ได้แก่
-
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: นำเครื่องจักรและเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย
-
การลงทุนด้านพลังงานสะอาด: พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบบริหารจัดการพลังงาน
-
การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน: เพิ่มความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
-
การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ: ใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่นปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง
หากสามารถเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ความร่วมมือดังกล่าวอาจช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสีเขียวเกิดขึ้นได้กว้างขวางกว่าการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว
ไทย–อาเซียนหารือ IMF รับมือ AI และเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากความร่วมมือกับญี่ปุ่น ไทยยังเข้าร่วมการหารือระดับภูมิภาคเกี่ยวกับแนวทางเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ โดย วินิจ วิสุทธิสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นผู้แทนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุม Strategic Dialogue ระหว่างกรรมการผู้จัดการ IMF กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน
การหารือกับ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ครอบคลุมความท้าทายทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และแนวทางส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเตรียมแรงงานให้พร้อมรับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) การส่งเสริมการค้าบริการ การจัดสรรเงินทุนให้มีประสิทธิภาพ และการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม
ประเทศไทยเน้นย้ำถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมให้ความสำคัญกับนโยบายที่ช่วยให้แรงงานและภาคธุรกิจปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ทันเวลา ขณะที่ IMF มีบทบาทในการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและให้คำแนะนำเชิงนโยบาย เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถนำ AI มาใช้สนับสนุนการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน
ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านสีเขียวโดยตรง เพราะทั้งการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ต่างต้องอาศัยเงินทุน ทักษะแรงงาน และระบบเศรษฐกิจที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง
จากความร่วมมือระหว่างประเทศสู่โอกาสของธุรกิจไทย
การหารือระหว่างไทยกับ JBIC สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ผสานการลงทุน เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายทั้งการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
สำหรับภาคธุรกิจ โอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเข้าถึงเงินทุนจากต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ การยกระดับทักษะแรงงาน และการเตรียมพร้อมรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก
ความท้าทายต่อจากนี้คือการเปลี่ยนกรอบความร่วมมือให้เป็นโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยต้องมีเงื่อนไขทางการเงินที่เหมาะสม มีผลตอบแทนที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสีเขียวช่วยสร้างทั้งประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง:
Ekniti seeks Japanese investment and finance for Thailand’s green transition https://www.nationthailand.com/business/economy/40072233
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ttb เปิดผลสำรวจ “SME Insight 2026” ชี้ 5 จุดล็อกฉุดธุรกิจไทย พลิกบทบาทสู่ “Growth Navigator” ปลดล็อกการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทีทีบี (ttb) เผยผลสำรวจ "SME Insight 2026" ชี้ 5 จุดล็อกฉุดรั้งธุรกิจไทย แม้ใช้ดิจิทัล-AI แต่รายได้ยังไม่เติบโต พร้อมปรับบทบาทสู่ "Growth Navigator" หนุนเงินทุนผ่าน Supply Chain Finance เครื่องมือดิจิทัล และความรู้เชิงลึก เสริมศักยภาพ SME เติบโตอย่างยั่งยืน

I-Richly SME ไทย ผลิตน้ำยารักษ์โลก ราคาเข้าถึงได้ สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาท
I-Richly SME ไทยพลิกโฉมตลาดสินค้า 'รักษ์โลก' ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาทต่อปีจากการเจาะกลุ่มลูกค้าฐานราก

ERP + AI: กลยุทธ์ยกระดับ SME สู่ธุรกิจแห่งอนาคต
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจที่ล่าช้าอาจหมายถึงโอกาสที่หลุดลอย ระบบการจัดการภายในองค์กรจึงต้องพัฒนาให้ “เร็วกว่า” และ “ฉลาดกว่า” เดิม ซึ่งนั่นคือบทบาทของ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ “ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร”

Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจ สู่แผนปฏิบัติการฟื้นเศรษฐกิจไทย
รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ร่วมมือกับ กกร. ผลักดันโครงการ Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับภาคเอกชนสู่การร่วมกำหนดนโยบาย มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งเป้าดัน GDP โตไม่น้อยกว่า 3% และการลงทุนแตะ 30% ของ GDP ชู 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ

ทีทีบี ชี้ไทยต้องหา 'หัวรถจักรใหม่' แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกบทบาท SME
ทีทีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน "รถรางเก่า" ที่ขาดแรงขับเคลื่อน จึงเร่งเสนอแนวคิด "Reinvent Thailand" เพื่อสร้าง "หัวรถจักรใหม่" ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพยุง SME ที่เผชิญวิกฤตแซนด์วิชให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับเครือข่าย TISC ผนึกความร่วมมืออาเซียน หนุน SME และสตาร์ทอัพไทยใช้สิทธิบัตรต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับศูนย์ TISC ผนึกความร่วมมือ WIPO และอาเซียน มุ่งปรับบทบาทสู่ตัวกลางเชื่อมนวัตกรรมกับตลาด สนับสนุน SME และ Startup ไทยใช้ประโยชน์จาก Patent Intelligence การประเมินมูลค่า IP และเครือข่ายภูมิภาค เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
