รถไฟ 3 สนามบินสะดุด! รฟท.ฟ้อง CP 1.33 หมื่นล้าน เปิด 3 ทางเลือกชี้ชะตาโครงการ

รถไฟ 3 สนามบินสะดุด! รฟท.ฟ้อง CP 1.33 หมื่นล้าน เปิด 3 ทางเลือกชี้ชะตาโครงการ

สรุปประเด็น

  • รฟท.ยฟ้องเรียก 1.33 หมื่นล้าน: การรถไฟฯ ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเรียกค่าสิทธิ ARL ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยรวม 13,335.94 ล้านบาทจากกลุ่มเอกชนคู่สัญญา

  • ปมปัญหาและข้อพิพาทสัญญา: เอกชนระบุได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และติดเงื่อนไข BOI รวมถึงหนังสือแจ้งเริ่มงาน ทำให้โครงการรถไฟ 3 สนามบินเผชิญความล่าช้า

  • 3 ทางเลือกชี้ชะตาโครงการ: ภาครัฐต้องเลือกระหว่างการแก้ไขสัญญาเพื่อเดินหน้าต่อ, เข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา, หรือศึกษาแนวทางดำเนินโครงการในอนาคตใหม่

  • บทเรียนการลงทุนขนาดใหญ่: รัฐบาลต้องทำให้ข้อยุติทางกฎหมายเดินคู่กับการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใส เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยื่นฟ้องบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน พร้อมผู้ค้ำประกันและบริษัทผู้ออกหนังสือรับประกันรวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเรียกชำระค่าสิทธิร่วมลงทุน แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link: ARL) พร้อมดอกเบี้ย รวม 13,335.94 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569

ข้อพิพาทครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องหนี้ค้างชำระ แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยังเผชิญความล่าช้าและความไม่แน่นอนด้านสัญญาร่วมลงทุน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใครต้องรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าว แต่รวมถึงรัฐบาลจะหาทางออกอย่างไรให้รัฐรักษาผลประโยชน์ตามสัญญา และโครงการสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รฟท.ฟ้อง 1.33 หมื่นล้านบาท หนี้ค่าสิทธิที่ค้างมาตั้งแต่ปี 2564

ข้อมูลจากรายงานข่าวระบุว่า รฟท.ลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินกับเอกชนเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 โดยกำหนดให้เอกชนชำระค่าสิทธิในการร่วมลงทุนแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จำนวน 10,671.09 ล้านบาท ภายใน 2 ปี หรือครบกำหนดวันที่ 24 ตุลาคม 2564

อย่างไรก็ตาม บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด แจ้งต่อ รฟท. เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564 ว่าได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และไม่สามารถชำระเงินได้ตามกำหนด พร้อมขอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนระยะเวลาและหลักเกณฑ์การชำระเงิน

ต่อมา หน่วยงานภาครัฐได้พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไม่สามารถหาข้อยุติระหว่างคู่สัญญาได้ จนกระทั่ง รฟท.นำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการศาลปกครองกลาง

ยอดเงินที่เรียกร้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  • เงินต้น 10,671.09 ล้านบาท เป็นค่าสิทธิร่วมลงทุนแอร์พอร์ต เรล ลิงก์

  • ดอกเบี้ยผิดนัด 2,664.85 ล้านบาท คำนวณถึงวันฟ้อง

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,335.94 ล้านบาท

การฟ้องร้องครอบคลุมทั้งบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในฐานะลูกหนี้หลัก ธนาคารผู้ค้ำประกัน 2 แห่ง และบริษัทผู้ออกหนังสือรับประกันอีก 5 แห่ง โดยความรับผิดของแต่ละรายขึ้นอยู่กับข้อผูกพันและเงื่อนไขหลักประกันที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญคือ การยื่นฟ้องเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาของ รฟท. แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าฝ่ายใดต้องรับผิดในข้อพิพาททั้งหมด

ทำไมค่าสิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์จึงเกี่ยวข้องกับรถไฟ 3 สนามบิน?

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ประกอบด้วยสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โดยออกแบบให้ใช้โครงสร้างและแนวเส้นทางเดิมของแอร์พอร์ต เรล ลิงก์เป็นส่วนหนึ่งของระบบ พร้อมก่อสร้างส่วนต่อขยายไปยังสนามบินดอนเมืองและอู่ตะเภา

ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โครงการมีรูปแบบร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ระยะเวลา 50 ปี ครอบคลุมทั้งการก่อสร้าง การเดินรถ และการบำรุงรักษา รวมถึงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น แอร์พอร์ต เรล ลิงก์จึงไม่ใช่เพียงระบบรถไฟที่แยกขาดจากโครงการใหม่ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับพื้นที่ EEC

เมื่อสัญญากำหนดให้เอกชนชำระค่าสิทธิสำหรับการใช้ประโยชน์จากระบบเดิม ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นข้อพิพาททางการเงินที่มีความสัมพันธ์กับสัญญาร่วมลงทุนฉบับใหญ่

อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทเรื่องค่าสิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ กับสถานะของสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละเรื่องมีเงื่อนไขสัญญาและข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาแยกกัน

การฟ้องเรียกหนี้ 1.33 หมื่นล้านบาทเป็นเพียงหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของโครงการรถไฟ 3 สนามบิน สิ่งที่ต้องจับตาคือการจัดการข้อพิพาทตามสัญญา และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่จะกำหนดอนาคตของโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของประเทศ

3 ประเด็นชี้ชะตาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

1. ข้อพิพาทเรื่องค่าสิทธิและการตีความสัญญา

ประเด็นแรกคือหน้าที่ชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งครบกำหนดตั้งแต่ปี 2564 รวมถึงผลของการหารือและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ภาครัฐเคยพิจารณาไว้

แม้หน่วยงานรัฐจะเคยพิจารณาแนวทางบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 แต่ต้องพิจารณาว่ามีข้อตกลงหรือการแก้ไขสัญญาที่มีผลผูกพันอย่างไร และดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

ในอีกด้านหนึ่ง เอกชนอาจหยิบยกเงื่อนไขอื่นของสัญญาขึ้นมาต่อสู้ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับแนวทางการต่อสู้คดีที่ยังเป็นเพียงการคาดการณ์

2. ปัญหา BOI และหนังสือแจ้งให้เริ่มงานก่อสร้าง

อีกประเด็นสำคัญคือการที่เอกชนระบุว่าการดำเนินโครงการยังติดเงื่อนไขเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานก่อสร้าง (Notice to Proceed: NTP)

ตามรายงานของ Thai PBS เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เอกชนได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิตามข้อ 6.2 ของสัญญาเพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลง โดยอ้างปัญหาดังกล่าว รวมถึงผลกระทบต่อการจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงิน ขณะที่ รฟท.ระบุว่าจะพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาก่อน และหากไม่สามารถดำเนินการได้จึงพิจารณาทางเลือกอื่น

อย่างไรก็ตาม การยื่นหนังสือขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาไม่ได้ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ผลทางกฎหมายยังต้องพิจารณาจากข้อสัญญา ข้อเท็จจริง และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

3. รัฐบาลต้องตัดสินใจระหว่างเดินหน้าต่อกับยุติสัญญา

เมื่อโครงการล่าช้ามาหลายปี รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องประเมินทางเลือกอย่างรอบด้าน โดยมีแนวทางหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  • แก้ไขสัญญาเพื่อเดินหน้าโครงการต่อ หากมีเหตุผลรองรับและสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาผลกระทบต่อภาระงบประมาณ ความเสี่ยงของรัฐ และความเป็นธรรมต่อคู่สัญญา

  • เข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา หากไม่สามารถหาข้อยุติหรือไม่เข้าเงื่อนไขที่จะเดินหน้าต่อได้ โดยต้องประเมินภาระผูกพัน ความเสียหาย และผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน

  • ศึกษาทางเลือกสำหรับการดำเนินโครงการในอนาคต หากต้องยุติสัญญาเดิม เช่น การปรับรูปแบบโครงการหรือพิจารณากระบวนการคัดเลือกเอกชนใหม่ ทั้งนี้ ต้องผ่านการศึกษาความเหมาะสมและขั้นตอนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีทางเลือกใดที่ปราศจากต้นทุน การแก้ไขสัญญาอาจช่วยลดความล่าช้า แต่ต้องไม่ทำให้รัฐรับภาระความเสี่ยงเกินความจำเป็น ขณะที่การยุติสัญญาอาจเปิดโอกาสให้ทบทวนโครงการใหม่ แต่ก็มีความเสี่ยงด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความต่อเนื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

จากข้อพิพาททางกฎหมาย สู่โจทย์ความคุ้มค่าของการลงทุนภาครัฐ

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมกรุงเทพฯ กับพื้นที่ EEC และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก แต่การมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญไม่ได้หมายความว่าโครงการจะสามารถเดินหน้าได้โดยไม่ต้องประเมินความเสี่ยงทางการเงินและความเหมาะสมของรูปแบบร่วมลงทุน

สำหรับภาครัฐ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันมีอย่างน้อย 3 ด้าน

ด้านแรก คือผลประโยชน์ของรัฐและผู้เสียภาษี การบังคับใช้สัญญาต้องเป็นไปตามสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกัน การตัดสินใจใด ๆ ควรคำนึงถึงต้นทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงยอดหนี้ที่อยู่ในข้อพิพาท

ด้านที่สอง คือความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการ รัฐควรประเมินความต้องการเดินทาง รายได้จากค่าโดยสาร ต้นทุนก่อสร้างและบำรุงรักษา ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจทำให้โครงการต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

ด้านที่สาม คือความเชื่อมั่นต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือการระงับข้อพิพาทในโครงการขนาดใหญ่ควรมีเหตุผลที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ทั้งภาคเอกชนและประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ

บทสรุป: คำตอบไม่ใช่แค่ใครชนะคดี แต่โครงการจะเดินหน้าอย่างไร

การที่ รฟท.ฟ้องเรียกค่าสิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์พร้อมดอกเบี้ยรวมกว่า 13,335 ล้านบาท เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของอนาคตโครงการ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือกระบวนการพิจารณาของศาล ผลการหารือระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน และทิศทางการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะเลือกแก้ไขสัญญาหรือเข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการโครงสร้างพื้นฐานไม่ควรวัดจากการเริ่มก่อสร้างให้ได้เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจ มีความคุ้มค่าทางการเงิน และสามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาวได้จริงหรือไม่

รัฐบาลจึงต้องทำให้ข้อยุติทางกฎหมายเดินควบคู่กับการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใส เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการบริหารโครงการร่วมลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BGRIM จับมือ AMATA ทุ่ม 1.2 พันล้าน ลุยโซลาร์ลอยน้ำใน EEC

BGRIM จับมือ AMATA ทุ่ม 1.2 พันล้าน ลุยโซลาร์ลอยน้ำใน EEC

อมตะ (AMATA) ร่วมมือ บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) เดินหน้าโครงการโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี (EEC) มูลค่า 1,200 ล้านบาท กำลังการผลิตรวม 42.5 MWp ดำเนินงานผ่านบริษัทร่วมทุน อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ พร้อมเปิด COD เฟสแรกแล้ว 17 MWp

5 นาที
แหลมฉบังเฟส 3 ลงทุน 1.14 แสนล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถสู่ 18 ล้าน TEU ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

แหลมฉบังเฟส 3 ลงทุน 1.14 แสนล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถสู่ 18 ล้าน TEU ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

กทท. เร่งเดินหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ด้วยวงเงินลงทุน 1.14 แสนล้านบาท มุ่งเพิ่มกำลังรองรับตู้สินค้าสู่ 18 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมผลักดันสัดส่วนขนส่งทางรางเพื่อลดต้นทุน แก้ปัญหาความแออัด และเสริมความแข็งแกร่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

10 นาที
ปตท.สผ. ทุ่มงบลงทุน 10,000–15,000 ล้านบาท เดินหน้า CCS แหล่งก๊าซอาทิตย์ ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2571

ปตท.สผ. ทุ่มงบลงทุน 10,000–15,000 ล้านบาท เดินหน้า CCS แหล่งก๊าซอาทิตย์ ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2571

ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) แหล่งก๊าซอาทิตย์ วงเงิน 10,000–15,000 ล้านบาท นับเป็นโครงการ CCS นอกชายฝั่งแห่งแรกของไทย ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2571 พร้อมวางรากฐานขยายผลสู่ Eastern Thailand CCS Hub

6 นาที
PPP เมกะโปรเจกต์ไทย: เครื่องมือระดมทุนล้านล้านบาท ที่กำลังเจอบททดสอบความน่าเชื่อถือ

PPP เมกะโปรเจกต์ไทย: เครื่องมือระดมทุนล้านล้านบาท ที่กำลังเจอบททดสอบความน่าเชื่อถือ

PPP กำลังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานไทย ด้วย Pipeline 135 โครงการ มูลค่า 1.19 ล้านล้านบาท ขณะที่กรณีไฮสปีด 3 สนามบินกำลังสะท้อนโจทย์สำคัญของ PPP ระยะยาว ตั้งแต่ต้นทุน การเงิน การจัดสรรความเสี่ยง ไปจนถึงความยืดหยุ่นของสัญญา

12 นาที
คมนาคมเสนอกรอบเงินกู้ 2,665 ล้านบาท เยียวยาผู้ประกอบการขนส่ง เดินหน้า Solar Rooftop ขสมก. ลดต้นทุนพลังงาน

คมนาคมเสนอกรอบเงินกู้ 2,665 ล้านบาท เยียวยาผู้ประกอบการขนส่ง เดินหน้า Solar Rooftop ขสมก. ลดต้นทุนพลังงาน

กระทรวงคมนาคมเสนอแผนขอกรอบเงินกู้ 2,665 ล้านบาท เดินหน้า 2 มาตรการสำคัญเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการขนส่ง 2.4 แสนคัน วงเงิน 2,621.59 ล้านบาท บรรเทาผลกระทบต้นทุนพลังงาน และจัดสรรงบ 44.4 ล้านบาท ติดตั้ง Solar Rooftop พร้อมระบบกักเก็บพลังงานในอู่ ขสมก. มุ่งลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและวางรากฐานพลังงานสะอาดระยะยาว

7 นาที
SCB EIC ประเมินก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว 5% จับตาวัสดุก่อสร้างรับแรงกดดันจากดีมานด์และสินค้านำเข้า

SCB EIC ประเมินก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว 5% จับตาวัสดุก่อสร้างรับแรงกดดันจากดีมานด์และสินค้านำเข้า

SCB EIC ประเมินงานก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว 5% จากงบลงทุนที่ลดลง ขณะที่งานภาคเอกชนยังทรงตัวได้จากอานิสงส์โรงงานและ Data Center เตือนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างรับศึกหนักจากดีมานด์ซบเซา สินค้านำเข้าราคาถูกตีตลาด พร้อมแนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับมาตรการ CBAM และกระจายความเสี่ยงสู่งานอาคารเขียว

8 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง