ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ปี 2570: ส่งออกยังโต แต่ถึงเวลาผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ปี 2570: ส่งออกยังโต แต่ถึงเวลาผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่

สรุปประเด็น

  • หมดเวลาแข่งราคา OEM: ไทยสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุน ต้องเปลี่ยนไปชูความประณีต อัตลักษณ์ และเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มแทน

  • ด่านหินกติกาการค้าโลก: สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ขณะที่ยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎเข้มงวดทั้ง EUDR ปลายปี 69 และเตรียมบังคับใช้ DPP

  • ชูความยืดหยุ่น Small Lot: ใช้จุดแข็งการผลิตจำนวนน้อยแบบ Customization ตอบโจทย์กลุ่มพรีเมียมและงานโครงการที่โรงงานใหญ่ทำไม่ได้

  • ระบบตรวจสอบย้อนกลับคือทางรอด: ข้อมูลการผลิตคือใบเบิกทางรักษาสิทธิ์เข้าตลาด หากผู้ประกอบการเริ่มช้าจะเสี่ยงหลุดจากซัพพลายเชนโลก

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยทำมูลค่าได้ราว 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.66 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน โดย สหรัฐอเมริกายังรั้งตำแหน่งตลาดอันดับ 1 ด้วยอัตราการเติบโตเกือบร้อยละ 47 ขณะที่จีน ญี่ปุ่น อาเซียน และยุโรป เป็นฐานลูกค้าที่ไทยยังจำเป็นต้องรักษาไว้ [1] ตัวเลขชุดนี้บอกชัดว่าความต้องการยังอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่าการเข้าถึงความต้องการนั้นยังง่ายเหมือนเดิม

เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปในการวางแผนปี 2570 คือตลาดหลักแต่ละแห่งกำลังตั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดคนละชุดกัน สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดและโตเร็วที่สุด ใช้เครื่องมือด้านภาษีเป็นตัวกำหนดต้นทุนการเข้าถึง ยุโรปใช้เครื่องมือด้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับเป็นด่านคัดกรอง ส่วนญี่ปุ่นให้น้ำหนักกับมาตรฐานคุณภาพและความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตเป็นเกณฑ์คัดเลือกคู่ค้า ผู้ส่งออกที่เคยบริหารด้วยต้นทุนชุดเดียวและเอกสารมาตรฐานชุดเดียวเพื่อขายได้ทุกตลาด จึงกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องบริหารเงื่อนไขเป็นรายตลาด

นางนิศาบุษป์ วีรบุตร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ให้สัมภาษณ์ว่า คำถามสำหรับปี 2570 จึงไม่ใช่ว่าตลาดโลกยังต้องการสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทยหรือไม่ แต่คือผู้ผลิตไทยจะผ่านด่านเงื่อนไขที่ซับซ้อนขึ้นเหล่านี้ได้กี่ราย และจะเปลี่ยนตัวเองจากผู้รับจ้างผลิตที่แข่งด้วยราคา ไปสู่ผู้สร้างมูลค่าเพิ่มได้เร็วแค่ไหน [1]

บทสัมภาษณ์นี้ครอบคลุมสามเรื่องที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ต้องตัดสินใจก่อนปี 2570 มาถึง ได้แก่ สถานะที่แท้จริงของตัวเลขการส่งออก สาเหตุที่เกมราคาของ OEM จบลงแล้ว และรายละเอียดของกฎกติกาใหม่ในแต่ละตลาดที่กำลังกำหนดว่าใครจะได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานต่อไป

ตัวเลขที่ยังโต แต่โตช้ากว่าภาพรวมของประเทศเกือบครึ่ง

นิศาบุษป์เริ่มต้นด้วยการอธิบายขอบเขตของสินค้าที่สำนักฯ รับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย 7 กลุ่มสินค้า ได้แก่

  • กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน
  • กลุ่มสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้
  • กลุ่มสินค้าเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและในครัว
  • กลุ่มสินค้าเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน
  • กลุ่มสินค้าของขวัญ ของชำร่วย และของตกแต่งบ้าน
  • กลุ่มสินค้าของเล่น
  • กลุ่มสินค้าเคหะสิ่งทอ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของกลุ่มนี้เติบโตต่อเนื่องกว่าร้อยละ 11 และแม้ปีนี้เศรษฐกิจจะมีความท้าทาย แต่การเติบโตร้อยละ 9.66 ในช่วง 7 เดือนแรกยังมาจากสินค้า 3 กลุ่มหลัก คือ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75.5 ของทั้งกลุ่ม [1] การกระจุกตัวระดับนี้มีนัยสำคัญ เพราะสองกลุ่มแรกคือกลุ่มที่อยู่ในขอบเขตของกฎระเบียบด้านไม้และเฟอร์นิเจอร์ของยุโรปโดยตรง

"ถึงเศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่อเมริกาก็ยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย" นิศาบุษป์กล่าว พร้อมระบุว่าการเติบโตเกือบร้อยละ 47 ของตลาดสหรัฐฯ สะท้อนว่าความต้องการสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทยยังมีอยู่จริง [1]

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อวางเทียบกับภาพรวมของประเทศ การส่งออกรวมของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึงร้อยละ 18.17 โดยได้แรงหนุนหลักจากสินค้าเทคโนโลยี เครื่องจักร และอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และ AI [2] พูดอีกอย่างคือ สินค้าไลฟ์สไตล์กำลังโตด้วยอัตราราวครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยประเทศ และไม่ได้อยู่ในคลื่นการลงทุนที่กำลังผลักตัวเลขส่งออกไทยขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์

สินค้าไลฟ์สไตล์โตร้อยละ 9.66 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ขณะที่การส่งออกรวมของประเทศโตร้อยละ 18.17 — กลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในคลื่นเดียวกับอิเล็กทรอนิกส์และ AI และต้องหาแรงขับเคลื่อนของตัวเอง

STYLE” มิติใหม่ของงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์  ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่ครบครัน ทั้งสินค้าแฟชั่น ของขวัญ ของใช้ในบ้าน  และเฟอร์นิเจอร์

"เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาไปแล้ว"

เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ชี้ว่า ความท้าทายที่ผู้ประกอบการ SME ไทยเผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องรอบการสั่งซื้อที่ชะลอตัว แต่เป็นเรื่องโครงสร้าง ตลาดเจอแรงกดดันพร้อมกันทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในฐานะ ผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปแล้ว เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า [1]

สิ่งที่เปลี่ยนไปพร้อมกันคือเกณฑ์การตัดสินใจของผู้ซื้อ นิศาบุษป์ระบุว่า ผู้ซื้อในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ราคาถูกอย่างเดียว แต่ให้น้ำหนักกับคุณภาพ มาตรฐานการผลิต ความรับผิดชอบต่อสังคม ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต และเรื่องราวเบื้องหลังของแบรนด์มากขึ้นเรื่อย ๆ [1] การแข่งขันจึงย้ายสนามจาก "ใครถูกกว่า" ไปสู่ "ใครพิสูจน์ได้มากกว่า"

ความแตกต่างของสองสนามนี้สำคัญ เพราะการแข่งด้านราคาเป็นเกมที่แพ้แล้วจบ แต่การแข่งด้านความสามารถในการพิสูจน์ที่มาและมาตรฐานเป็นเกมที่ต้องลงทุนในระบบ และผู้ที่ลงทุนก่อนจะได้เปรียบสะสม

กฎกติกาใหม่ของยุโรปและสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นด่านคัดกรองผู้เล่น

นิศาบุษป์อธิบายว่า กฎกติกาเหล่านี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขในการเข้าสู่ตลาดไปแล้ว โดยเฉพาะในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่ให้น้ำหนักกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ตลาดยุโรปมีกฎระเบียบเข้มงวดที่สุด ทั้งเรื่อง ESG คาร์บอนฟุตพรินต์ กฎหมาย EUDR และมาตรการ ESPR ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมมาตรฐานสินค้าในยุโรป [1]

เส้นตายที่ใกล้ที่สุดคือ EUDR หรือกฎหมายว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 หลังถูกเลื่อนมาแล้วสองครั้ง ส่วนวิสาหกิจรายย่อยและขนาดเล็กนอกภาคไม้มีกำหนดที่ 30 มิถุนายน 2570 [3] คณะกรรมาธิการยุโรปยืนยันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ว่าจะไม่เลื่อนออกไปอีก พร้อมออกชุดมาตรการลดภาระการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังคงข้อกำหนดหลักทั้งหมดไว้ ทั้งการระบุพิกัดแปลงที่มาของวัตถุดิบ การจัดทำเอกสารการตรวจสอบสถานะ (due diligence statement) และเส้นแบ่งวันที่ 31 ธันวาคม 2563 [4] สำหรับผู้ส่งออกไทย นี่คือกฎที่ตกลงบนกลุ่มสินค้าที่แบกการเติบโตของทั้งอุตสาหกรรมอยู่พอดี

ถัดจาก EUDR คือมาตรการ ESPR (Ecodesign for Sustainable Products Regulation) และ Digital Product Passport (DPP) ซึ่งกำหนดให้ต้องจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลการผลิตในรูปแบบดิจิทัล นิศาบุษป์ระบุว่าข้อกำหนดนี้จะเริ่มใช้กับกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ในปี 2571 และที่นอนในปี 2572 [1] ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานของคณะกรรมาธิการยุโรปที่กำหนดให้รับรองกฎหมายลำดับรองสำหรับเฟอร์นิเจอร์ในปี 2571 และที่นอนในปี 2572 โดยผู้ประกอบการจะมีช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 18 เดือนหลังการรับรอง [5]

นั่นแปลว่าข้อกำหนดจริงจะมีผลราวปี 2573 แต่การเตรียมระบบจัดเก็บข้อมูลต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะข้อมูลที่ DPP ต้องการ เช่น องค์ประกอบวัสดุ แหล่งที่มาของไม้ ผลทดสอบความทนทาน และคู่มือการถอดประกอบเพื่อซ่อมหรือรีไซเคิล ล้วนเป็นข้อมูลที่ต้องสะสมจากกระบวนการผลิตจริง ไม่ใช่สิ่งที่สร้างย้อนหลังได้

DPP ไม่ใช่เอกสารที่ทำทีหลังได้ เพราะข้อมูลที่ต้องรายงานคือข้อมูลที่เกิดขึ้นในสายการผลิตจริง ผู้ที่เริ่มเก็บข้อมูลช้าคือผู้ที่จะเริ่มส่งออกเข้ายุโรปไม่ได้

ด้านสหรัฐอเมริกา สถานการณ์ตึงตัวในลักษณะต่างออกไป นิศาบุษป์ระบุว่าสหรัฐฯ เพิ่งปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยร้อยละ 12.5 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อควบคุมเพดานภาษีไม่ให้เกินร้อยละ 19 [1]

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

"ความยืดหยุ่น" คือสินทรัพย์ที่โรงงาน Mass Production เลียนแบบได้ยากที่สุด

เมื่อแข่งราคาไม่ได้ สิ่งที่เหลือคือการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) นิศาบุษป์ระบุว่าผู้ประกอบการไทยกำลังปรับตัวไปในทิศทางนี้อยู่แล้ว โดยจุดแข็งที่ถืออยู่ในมือคือความประณีตของงานฝีมือ การใช้วัสดุธรรมชาติ และการออกแบบที่ผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับรสนิยมสากล [1]

แต่ข้อได้เปรียบที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดคือ ความยืดหยุ่นในการรับผลิตจำนวนน้อย (Small Lot Production) ความสามารถนี้เปิดทางให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงผู้ซื้อกลุ่มพรีเมียมและลูกค้าโครงการที่ต้องการสินค้าเฉพาะตัว (Customization) ซึ่งเป็นกลุ่มที่โรงงานขนาดใหญ่ที่วางโครงสร้างต้นทุนไว้บนการผลิตปริมาณมหาศาลมักรับงานไม่ได้ หรือรับแล้วไม่คุ้มทุน นี่คือข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เชิงราคา และจึงลอกเลียนได้ยากกว่ามาก

คุยกับ กรกต อารมย์ดี ดีไซเนอร์ไทยผู้ยกระดับ 'งานไม้ไผ่'  สู่เวทีศิลปะร่วมสมัย | Tatler Asia

เมกะเทรนด์โลกที่นิศาบุษป์มองว่าเป็นโอกาสของไทยในการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ [1]

  • สังคมเมืองยุคใหม่ — ความต้องการเฟอร์นิเจอร์ประหยัดพื้นที่และตอบโจทย์หลายฟังก์ชันในชิ้นเดียว
  • เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ — การขยายตัวของธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสั่งผลิตเป็นล็อตเฉพาะโครงการ
  • ความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน — สินค้าที่ออกแบบมาให้ซ่อมได้ ถอดประกอบได้ และตรวจสอบที่มาได้
  • สังคมผู้สูงอายุและสุขภาพ — สินค้าที่ออกแบบตามหลักการใช้งานสำหรับผู้สูงวัย
  • การเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) — ของใช้และเฟอร์นิเจอร์สำหรับสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม

ขณะเดียวกัน ผลพวงจากสงครามการค้าทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานตามแนวคิด China Plus One ซึ่งนิศาบุษป์ระบุว่ามีบริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตเข้ามาไทยจริง รวมถึงบริษัทจากจีน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีเงื่อนไขที่เข้มงวดทั้งเรื่องสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม [1] โอกาสนี้จะแปลงเป็นคำสั่งซื้อจริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ผลิตไทยมีเอกสารและระบบที่ตอบคำถามเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับได้ในวันที่ผู้ซื้อถาม

CORNER 43 DECOR

บทสรุป: สิ่งที่ต้องตัดสินใจก่อนปี 2570 มาถึง

สมการของอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยในปี 2570 เปลี่ยนไปในทางที่ชัดเจน การลดราคาไม่ใช่กลยุทธ์อีกต่อไป เพราะเป็นสนามที่ไทยแพ้ไปแล้วเชิงโครงสร้าง สิ่งที่ตัดสินผลแทนคือความสามารถในการพิสูจน์ที่มา มาตรฐาน และคุณค่าของสินค้าได้ในรูปแบบที่ตลาดปลายทางแต่ละแห่งยอมรับ

สำหรับผู้บริหาร โจทย์เฉพาะหน้ามีสามข้อที่แยกออกจากกันไม่ได้:

  1. การลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งควรถูกจัดเป็นการลงทุนเพื่อรักษาสิทธิ์การเข้าตลาด ไม่ใช่รายจ่ายด้านภาพลักษณ์

  2. การวางแผนกำลังการผลิตและการตั้งราคาโดยเผื่อความไม่แน่นอนของเพดานภาษีสหรัฐฯ เพราะตลาดที่ใหญ่ที่สุดและโตเร็วที่สุดยังเป็นตลาดที่ต้นทุนการเข้าถึงยังไม่นิ่ง

  3. การเลือกตลาดเฉพาะกลุ่มที่ความยืดหยุ่นในการผลิตจำนวนน้อย (Small Lot) กลายเป็นข้อได้เปรียบ แทนที่จะไล่ตามคำสั่งซื้อปริมาณมากที่ไทยไม่มีต้นทุนจะแข่ง

ในด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ นิศาบุษป์ระบุว่า DITP เน้นการสนับสนุนใน 4 ด้าน คือ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การสร้างช่องทางตลาด การส่งเสริมภาพลักษณ์ และการให้คำปรึกษา พร้อมปรับกลยุทธ์ไปสู่การเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะมากขึ้น ทั้งการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (B2B Matching) ที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อเข้าถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และการพาผู้ประกอบการไปจัดแสดงสินค้าที่เมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการตอบรับเกินคาด [1] ขณะที่ในปี 2570 กรมฯ มีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกกว่า 700 โครงการ ด้วยงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท [2] ผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูลและติดต่อหน่วยงานได้ผ่านแอปพลิเคชัน DITP One เว็บไซต์ ditp.go.th และสายด่วน 1169

คำถามที่ยังเปิดค้างไว้คือ ในเมื่อเงื่อนไขการเข้าตลาดกำลังกลายเป็นต้นทุนคงที่ก้อนใหญ่ที่ผู้ส่งออกทุกรายต้องแบกเหมือนกัน แล้ว SME ไทยที่มีสายป่านสั้นกว่าจะรวมตัวกันลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการรับรองมาตรฐานร่วมกันได้หรือไม่ เพราะในระบบที่การพิสูจน์ตัวตนมีราคา ผู้ที่พิสูจน์ไม่ได้จะไม่ได้แพ้ที่ราคา แต่จะหายออกจากห่วงโซ่อุปทานไปเงียบ ๆ

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. นิศาบุษป์ วีรบุตร, ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (2569). บทสัมภาษณ์. [สัมภาษณ์โดยกองบรรณาธิการ businessleader.co]
  2. ชัชยาภรณ์ โพธิ์งาม. (2569, 14 กันยายน). DITP ปลื้มดันมูลค่าการค้ากว่า 1.63 แสนล้าน ตั้งเป้าปี 2570 จัดกิจกรรมกว่า 700 โครงการ. ฐานเศรษฐกิจ. https://www.thansettakij.com/economy/668895
  3. European Commission. (2026, January). Delay until December 2026 and other developments in the implementation of the EUDR Regulation. Access2Markets. https://trade.ec.europa.eu/access-to-markets/en/news/delay-until-december-2026-and-other-developments-implementation-eudr-regulation
  4. Hogan Lovells. (2026, May 15). EU Deforestation Regulation: Commission publishes simplification package ahead of December 2026 application date. https://www.hoganlovells.com/en/publications/eu-deforestation-regulation-commission-publishes-simplification-package-ahead-of-december-2026
  5. European Commission. (2026). Digital Product Passport. Single Market Economy. https://single-market-economy.ec.europa.eu/single-market/digital-product-passport_en

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

CBAM & EUDR: กำแพงที่ล่องหนของยุโรป ที่ผู้ส่งออกไทยต้องข้ามให้ได้

CBAM & EUDR: กำแพงที่ล่องหนของยุโรป ที่ผู้ส่งออกไทยต้องข้ามให้ได้

ขณะที่ไทยกำลังเจรจา FTA กับ EU อยู่นั้น มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ CBAM และ EUDR อาจกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่กว่าภาษีนำเข้าเสียอีก ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเข้าใจและเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้

6 นาที
นิตยสารรายไตรมาส THINK TRADE THINK DITP 2568 เปิดโลกการค้าระหว่างประเทศ ติดปีกความสำเร็จให้ผู้ประกอบการไทย โดย DITP

นิตยสารรายไตรมาส THINK TRADE THINK DITP 2568 เปิดโลกการค้าระหว่างประเทศ ติดปีกความสำเร็จให้ผู้ประกอบการไทย โดย DITP

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดทำนิตยสารรายไตรมาส THINK TRADE THINK DITP โดยที่ซีรีส์ล่าสุดสำหรับปีงบประมาณ 2568 จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและแนวโน้มตลาดต่างประเทศสำหรับผู้ที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ตามนโยบายของนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งและติดปีกให้กับผู้ผลิตและธุรกิจส่งออกของไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยในปีนี้นิตยสารมีการยกระดับเนื้อหาให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เน้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศ

4 นาที
อบรมออนไลน์ : พลิกเกมธุรกิจส่งออกด้วย AI

อบรมออนไลน์ : พลิกเกมธุรกิจส่งออกด้วย AI

พลิกเกมธุรกิจส่งออกด้วย AI กับหลักสูตร AI for Export จาก สถาบัน NEA กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ตลาด สร้างคอนเทนต์ วางกลยุทธ์การขาย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เหมาะสำหรับ SMEs ผู้ส่งออก และนักธุรกิจที่ต้องการต่อยอดธุรกิจด้วย AI

3 นาที
สงครามการค้าเปลี่ยนโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและแนวทางปรับตัว

สงครามการค้าเปลี่ยนโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและแนวทางปรับตัว

การสัมมนา BOT Symposium 2025 ได้สะท้อนภาพผลกระทบของสงครามการค้าและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย และเสนอแนวทางการปรับตัวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

6 นาที
เมื่อ EU  “เลื่อน” EUDR: ผู้ส่งออกยางไทยได้เวลาหายใจ แต่เกมความโปร่งใสยังเดินต่อ

เมื่อ EU “เลื่อน” EUDR: ผู้ส่งออกยางไทยได้เวลาหายใจ แต่เกมความโปร่งใสยังเดินต่อ

แม้การเลื่อนบังคับใช้กฎหมายควบคุมสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรปจะให้เวลาผู้ประกอบการไทยปรับตัว แต่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรักษาความได้เปรียบและคว้าโอกาสจากความต้องการยางยั่งยืนในตลาดโลก

5 นาที
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสนับสนุน SME ของรัฐบาลไทย: ระหว่างนโยบายที่ดูดีบนกระดาษและความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วง

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสนับสนุน SME ของรัฐบาลไทย: ระหว่างนโยบายที่ดูดีบนกระดาษและความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วง

ท่ามกลางความพยายามของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาตรการสำคัญหลายประการ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการลงทุนในระยะฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart และ Sustainability ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ SME

7 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง